อากาศหนาวเย็นมีผลต่อผิวได้อย่างไร?

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเป็นช่วงที่มีผลต่างๆ ต่อมนุษย์ ทั้งในด้านสุขภาพร่างกาย และอารมณ์ โดยส่วนตัวหมอแล้วเป็นช่วงเวลาที่มีความหลากหลายกว่าทุกฤดู ที่มาพร้อมการเริ่มต้นใหม่ ที่เป็นได้ทั้งสนุกและเศร้า อากาศที่เย็น ใบไม้ร่วงหล่น ก็ทำให้อินในอารมณ์ได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีโรคภัยต่างๆ ที่มักต้องระวังมากขึ้น เนื่องจากมีโอกาสป่วยได้ง่ายมากขึ้นด้วย เช่น โรคติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสต่างๆ หรือปัญหาผิวแห้งแตก ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheic dermatitis) ที่มีแน้วโน้มที่จะมีความรุนแรงขึ้น หมอจึงอยากแนะนำให้ข้อมูลที่จะช่วยให้เราผ่านหนาวนี้ได้ด้วยผิวที่สดใส
ก่อนอื่นเราทบทวนหน้าที่ของผิวหนังสักหน่อยครับ

หน้าที่สำคัญ คือ การปกป้องอวัยวะภายในใต้ชั้นผิวหนัง พร้อมกับหน้าที่อื่นๆ ดังนี้
1. ป้องกันอันตราย (Protection) จากจุลินทรีย์และสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย ป้องกันการสูญเสียของเหลวจากในร่างกาย
2. ควบคุมอุณหภูมิ (Temperature regulation) ผิวหนังมีรูเปิดจากต่อมเหงื่อ เพื่อระบายความร้อนในร่างกาย หรือกรณีที่อากาศเย็น ผิวหนังช่วยป้องกันมิให้ความร้อนออกไปจากร่างกาย
3. ขับถ่ายของเสีย (Excretion) คือการขับของเสียออกมากับเหงื่อ เช่น ยูเรีย จากกระบวนการเผาผลาญพลังงาน
4. สังเคราะห์วิตตามิน ดี (Synthesis) ผิวหนังช่วยป้องกันรังสีจากแสงแดด แต่บางส่วนผ่านเข้าไปได้ เพื่อเปลี่ยนสารเคมีที่ผิวหนัง เป็นวิตามินดี3 (7-dehydrocholesterol เป็น Cholecalciferol) ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
5. รับรู้สัมผัส (Sensory receptor) เพื่อตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อความร้อน ความเย็น ภาวะกดดัน และความเจ็บปวด

โครงสร้างของผิวหนัง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนดังนี้
1. ผิวหนังกำพร้า หรือผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) ผิวหนังชั้นนี้ไม่มีเลือด ส่วนใหญ่จะบาง ยกเว้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ประกอบด้วยชั้นต่างๆ 5 ชั้นย่อย Stratum corneum ประกอบด้วยเคอราติน ที่ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ป้องกันเซลล์ที่ยังมีชีวิต ที่อยู่ข้างใต้ไม่ให้แห้งจากการสัมผัสอากาศ Stratum lucidum เป็นชั้นผิวหนังที่ตายแล้ว ประกอบด้วย โปรตีน Eleidin มักพบเฉพาะที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า มีหน้าที่ป้องกันภาวะ sunburn จากรังสีอัลตราไวโอเลต Stratum granulosum ขบวนการตายไปของเซลล์ผิวหนังเกิดขึ้นที่ชั้นนี้ Stratum spinosum ชั้นนี้เซลล์ยึดเกาะกันแข็งแรงป้องกันการติดเชื้อโรคของผิวหนัง มีการสังเคราะห์โปรตีน มีการแบ่งตัว และเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนัง เซลล์ผิวหนังใหม่ๆ เกิดที่ชั้นนี้แลัวผลักขึ้นไปที่ผิวในชั้นบน และ Stratum basale ชั้นล่างสุดของหนังกำพร้า ต่อกับชั้นหนังแท้ มีการแบ่งเซลล์เกิดขึ้นเป็นเซลล์ใหม่ ทดแทนเซลล์ที่หลุดลอกไปในชั้นบน มีเซลล์สร้างเม็ดสีผิว (Melanocyte) สร้างเม็ดสีเมลานิน
2. ผิวหนังแท้ หรือผิวหนังชั้นกลาง (Dermis) มีส่วนประกอบส่วนใหญ่ของผิวหนังเป็นชั้นที่แข็งแรง ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissues) ของคอลลาเจน อีลาสติน และ reticular fiber เรียงโยงใยเป็นร่างแห ทำให้เกิดความหนาแน่น ภายในประกอบด้วยหลอดเลือด ท่อน้ำเหลือง เส้นประสาท ต่อมไขมัน ท่อต่อมเหงื่อ เซลล์กระเปาะผม-ขน เซลล์ไขมัน, ระบบภูมิคุ้มกัน (macrophages)
3. ผิวหนังชั้นล่าง (Hypodermis or Subdermis) เป็นชั้นที่อยู่ติดกับชั้นไขมัน (Adipose tissues) ประกอบด้วยเส้นใย เกาะกันหลวมๆ และหนากว่าผิวหนังแท้ ประกอบด้วยเส้นเลือด ท่อน้ำเหลือง และเส้นประสาท ท่อต่อมเหงื่อ ฐานของเซลล์ขน แยกได้ไม่ชัดเจนจากชั้นหนังแท้

ผิวหนังมีกลไกรักษาความชุ่มชื้นได้อย่างไร
ความชุ่มชื้นของผิวหนังที่พอเหมาะ คือ สภาวะที่รักษาระดับน้ำให้คงอยู่ในเซลล์ผิวหนัง ระหว่างเซลล์ผิวหนังกำพร้าได้อย่างสมดุล ผิวหนังจะชุ่มชื้น ดูนุ่มเนียน เรียบไม่เป็นขุย เต่งตึง นอกจากนี้ระดับน้ำในชั้นหนังกำพร้า ยังสัมพันธ์กับระดับน้ำในชั้นหนังแท้ด้วย
ผิวหนังมีกลไกรักษาความชุ่นชื้น คือ
1. เซลล์ชั้น stratum corneum ที่เรียกว่าชั้นขี้ไคล มีไขมันหุ้มภายนอกเซลล์ ในชั้นถัดไปมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบภายในเซลล์ที่เรียกว่า เคอราติน (keratin) ทั้งสองส่วนทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เสียน้ำออกสู่ภายนอก
2. ไขมันจากต่อมไขมันหลั่งออกตามรูขุมขน ช่วยเคลือบผิวของชั้นหนังกำพร้า ป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่านออกสู่ภายนอก
นอกจากนี้การรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังตามธรรมชาติ (natural moisturizers) มีสารซึ่งส่วนใหญ่ คือ กรดอะมิโนและอนุพันธ์ (derivative) ความรู้เรื่องสารรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาตินี้ จึงนำมาพัฒนาเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ชนิดต่าง ๆ
หากผิวหนังยังไม่สามารถปรับสมดุลต่ออากาศที่หนาวได้ ผิวจะเริ่มแห้ง คัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณสัมผัสกับอากาศหนาวโดยตรง เช่น แขน ขา หน้า ศีรษะ อาการคัน และเกาจนเกิดขุยลอก ทำให้อาการรุนแรงมากขึ้นได้อีก
อย่างไรก็ตามผิวแห้งเกิดจากสาเหตุทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เกิดความรุนแรงของอาการได้
1. พันธุกรรม เช่น โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic eczema) โรคเด็กดักแด้ชนิดอ่อน (ichthyosis) เป็นความผิดปกติแต่กำเนิด ผิวแห้งและไม่สามารถรักษาน้ำไว้ในผิวหนังได้เหมือนคนปกติ จะมีอาการผิวแห้งมากและอาการจะกำเริบมากในฤดูหนาว
2. อายุ ผู้สูงอายุผิวหนังชั้นนอกสุดและไขมันระหว่างเซลล์จะลดลง ทำให้เสียน้ำออกจากผิวหนังได้ง่าย ผิวจึงแห้ง
3. ปัจจัยแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น การเสียดสี สารเคมี เช่น แอลกอฮอล์ สารทำความสะอาดต่างๆ ทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดได้รับอันตราย และแน่นอนอากาศแห้ง อากาศหนาวก็มีส่วนอย่างมาก
4. โรคประจำตัวของผู้ป่วยเอง เช่น โรคไตวาย โรคตับ

 

การดูแลป้องกัน
1. ควรใช้ครีมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ทาผิวไม่ให้แห้ง และต้องทาทันทีหลังจากอาบน้ำ
2. การทำความสะอาดผิวควรใช้สบู่อ่อน ไม่ควรมีฟองมากเกินไป เพราะทำให้ผิวหนังกลายสภาพเป็นด่าง ทำให้ผิวหนังติดเชื้อและเกิดการแพ้ง่ายมากขึ้น
3. หลีกเลี่ยงให้ผิวถูกน้ำบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
4. ควรงดเว้นการใช้น้ำอุ่น น้ำร้อนในการทำความสะอาดผิว
5. ระมัดระวังยาหรือสารที่ใช้เพื่อความขาว ความใส รักษาสิว จะทำให้ผิวมีแนวโน้มแห้งมากขึ้น
6. การใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่น ปกคลุมช่วยลดการสูญเสียความชุ่มชื้นที่ผิวได้ดี

ผิวแห้งหากปล่อยทิ้งไว้นอกจากแตกลอกเป็นขุยไม่น่าดูแล้ว อาจจะคันมาก และเกาจนผิวหนังอักเสบ ติดเชื้อ เมื่อมีปัญหาผิวแห้งควรระมัดระวังสาเหตุอื่น ที่จะทำให้เกิดการแพ้ เช่น สารเคมี ยาหรือเครื่องสำอาง โดยเฉพาะฝุ่น ทำให้อากการรุนแรงมากขึ้นได้ โดยเฉพาะในรายที่มีแนวโน้มว่าผิวแห้งง่าย หากเกิดปัญหาดังหล่าวควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผิวหนัง

 

เข้าสู่ระบบสมาชิก

สำหรับสมาชิกที่ลงทะเบียนแล้ว

Invaild email address.

6 or more characters, letters and numbers. Must contain at least one number.

หรือ